top of page
ค้นหา

พนักงานลาออก เข้าใหม่ หรือปรับเงินเดือน มีผลต่อ TAS 19 อย่างไร

รูปภาพนักเขียน: Prime Value  Actuarial
Prime Value Actuarial
16 ก.ย.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 29 ก.ย.


ข้อมูลพนักงานเปลี่ยนอยู่ตลอดทั้งปี ทั้งพนักงานลาออก รับพนักงานใหม่ ปรับเงินเดือน หรือเปลี่ยนนโยบายเกษียณ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถส่งผลต่อ ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานตาม TAS 19 ได้โดยตรง


คำถามที่ฝ่าย HR และบัญชีมักเจอคือ หากพนักงานลาออกระหว่างปี ต้องนำมาคำนวณอีกหรือไม่? พนักงานเพิ่งเข้าทำงานต้องเริ่มนับตั้งแต่วันไหน? และถ้ามีการปรับเงินเดือน ควรใช้เงินเดือนเก่าหรือเงิน

เดือนใหม่ในการประเมิน?

บทความนี้จะช่วยอธิบายให้เห็นภาพว่า ข้อมูลพนักงานแต่ละประเภทควรเตรียมอย่างไร ก่อนส่งให้นักคณิตศาสตร์ประกันภัยคำนวณ TAS 19


ทำไมข้อมูลพนักงานที่เปลี่ยนไปถึงกระทบ TAS 19?

การคำนวณผลประโยชน์พนักงานไม่ได้ดูเพียงจำนวนพนักงาน ณ วันสิ้นปี แต่พิจารณาข้อมูลของพนักงานแต่ละคน เช่น


อายุ + อายุงาน + เงินเดือน + อายุเกษียณ + สิทธิที่จะได้รับในอนาคต


ข้อมูลเหล่านี้จึงมีผลต่อภาระผูกพันของบริษัท

ตัวอย่างง่าย ๆ หากพนักงานมีอายุงานเพิ่มขึ้นหรือได้รับการปรับเงินเดือน ภาระผลประโยชน์ที่คาดว่าจะต้องจ่ายในอนาคตก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และในทางกลับกัน หากพนักงานลาออกและไม่มีภาระผลประโยชน์คงเหลือ พนักงานคนนั้นก็อาจไม่อยู่ในกลุ่มพนักงานที่ใช้สำหรับการประเมิน ณ วันสิ้นงวดแล้ว


พนักงานลาออกระหว่างปี มีผลต่อ TAS 19 อย่างไร?

สิ่งสำคัญคือดู สถานะของพนักงาน ณ วันที่ประเมิน

ตัวอย่างเช่น บริษัทประเมิน TAS 19 ณ วันที่ 31 ธันวาคม

ถ้าพนักงานลาออกวันที่ 30 กันยายน และพ้นสภาพเรียบร้อยแล้วก่อนวันที่ประเมิน โดยไม่มีภาระผลประโยชน์คงเหลือ พนักงานรายนั้นโดยทั่วไปจะไม่อยู่ในฐานพนักงาน Active ณ วันที่ 31 ธันวาคม แต่ไม่ได้หมายความว่า HR ควรลบข้อมูลออกโดยไม่แจ้งอะไรเลย


สิ่งที่ควรส่งให้ผู้ประเมินคือข้อมูล เช่น

วันที่ลาออก / สถานะพนักงาน / เงินเดือนก่อนออก / ผลประโยชน์ที่มีการจ่ายจริง (ถ้ามี)

เพราะข้อมูลการเข้าออกของพนักงานยังสามารถใช้ประกอบการวิเคราะห์พฤติกรรมการลาออก หรือ Turnover ของบริษัทได้ด้วย


ตัวอย่างเช่น

  • พนักงาน A

  • เงินเดือนล่าสุด 40,000 บาท

  • ลาออกวันที่ 30 กันยายน 2569

  • วันประเมิน 31 ธันวาคม 2569

ใน Employee List ณ วันประเมิน พนักงาน A จะไม่ถูกนับเป็นพนักงาน Active แต่ควรมีข้อมูลการลา

ออกแยกไว้เพื่อให้ผู้ประเมินสามารถตรวจสอบ Movement ของพนักงานระหว่างปีได้


แล้วพนักงานเข้าใหม่ ต้องเริ่มคำนวณตั้งแต่เมื่อไหร่?

หากพนักงานเข้าทำงานก่อนวันประเมิน และยังเป็นพนักงานของบริษัท ณ วันนั้น ก็ควรรวมอยู่ในข้อมูลสำหรับการประเมิน

ตัวอย่างเช่น

  • พนักงาน B

  • เริ่มงานวันที่ 1 ตุลาคม 2569

  • เงินเดือน 30,000 บาท

  • วันประเมิน 31 ธันวาคม 2569


พนักงานรายนี้มีอายุงานประมาณ 3 เดือน ณ วันประเมิน ดังนั้นการคำนวณจะใช้ วันเริ่มงานจริง เป็นข้อมูลหนึ่งในการกำหนดระยะเวลาการให้บริการ ไม่ได้ถือว่าพนักงานทำงานครบหนึ่งปีเพียงเพราะอยู่ในรายชื่อพนักงาน ณ สิ้นปี


จุดที่ HR ควรตรวจให้ดีคือ วันเริ่มงานต้องถูกต้อง เพราะข้อมูลผิดเพียงไม่กี่ปีสามารถทำให้สิทธิและภาระผลประโยชน์แตกต่างไปได้มาก


ถ้ามีการปรับเงินเดือน ต้องใช้เงินเดือนไหนคำนวณ TAS 19?

โดยทั่วไป ข้อมูลพนักงานที่ส่งสำหรับการประเมินควรใช้ เงินเดือนปัจจุบันตามวันที่ประเมินหรือวันที่ Cut-off ที่กำหนด


ตัวอย่างเช่น

  • เงินเดือนเดิม 35,000 บาท

  • ปรับเป็น 40,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม

  • ประเมิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม


ข้อมูลเงินเดือนปัจจุบันของพนักงาน ณ วันประเมินก็คือ 40,000 บาท

แต่การคำนวณไม่ได้หยุดเพียงเงินเดือนปัจจุบัน เพราะผลประโยชน์ที่คาดว่าจะจ่ายในอนาคตอาจขึ้นอยู่กับเงินเดือนในอนาคตด้วย จึงมีการใช้ สมมติฐานอัตราการเพิ่มเงินเดือน (Salary Increase Assumption) ประกอบการประมาณการ


ดังนั้นจึงมีสองเรื่องที่ต้องแยกกันให้ชัด:

เงินเดือนปัจจุบัน = ข้อมูลจริงของพนักงาน ณ วันที่กำหนดอัตราการเพิ่มเงินเดือน = สมมติฐานสำหรับประมาณเงินเดือนในอนาคต

สองตัวนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน


แล้วถ้าปรับเงินเดือนหลังวันประเมินล่ะ?

เช่น ประเมิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม แต่บริษัทประกาศขึ้นเงินเดือนในเดือนมกราคม

กรณีนี้ควรแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้ผู้ประเมินทราบ โดยเฉพาะหากการปรับเงินเดือนเกี่ยวข้องกับนโยบายที่มีอยู่แล้วหรือมีผลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการพิจารณาว่าจะสะท้อนในงวดใดขึ้นอยู่กับ วันที่มีผล เงื่อนไขของการปรับ และข้อเท็จจริง ณ วันรายงาน จึงไม่ควรนำเงินเดือนใหม่ไปแทนเงินเดือนเก่าเองโดยอัตโนมัติ


ข้อมูลพนักงานแบบไหนที่ HR ควรแจ้งเป็นพิเศษ?

นอกจากพนักงานเข้าใหม่ ลาออก และการปรับเงินเดือนแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้ก็ควรแจ้งผู้ประเมินด้วย เช่น

  • เปลี่ยนอายุเกษียณ

  • เปลี่ยนนโยบายผลประโยชน์

  • เพิ่มเงินชดเชยหรือสวัสดิการ

  • ย้ายพนักงานระหว่างบริษัทในเครือ

  • เกษียณระหว่างปี

  • มีการจ่ายผลประโยชน์จริง

  • มีพนักงานจำนวนมากลาออกหรือเข้าใหม่ผิดปกติ

  • ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่


ข้อมูลเหล่านี้อาจส่งผลต่อทั้ง จำนวนพนักงาน สมมติฐาน และภาระผูกพันที่ประเมินได้


FAQ:

พนักงานลาออกแล้ว ต้องใส่เงินเดือนเป็น 0 บาทหรือไม่?
ไม่ควรแก้เงินเดือนของพนักงานที่ลาออกเป็น 0 บาทเพื่อให้ระบบ “ไม่คำนวณ” ค่ะ วิธีที่ถูกต้องกว่าคือระบุ สถานะและวันที่ลาออก ให้ชัดเจน แล้วแยกออกจากรายชื่อพนักงาน Active ตามวันที่ประเมิน การใส่เงินเดือนเป็น 0 อาจทำให้ข้อมูล Historical Employee Movement ผิดไปจากข้อเท็จจริง
ควรส่งข้อมูล Movement หรือข้อมูลพนักงานที่ออกระหว่างปีด้วย โดยเฉพาะวันที่ออกและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพราะอาจใช้ในการตรวจสอบพนักงานเข้า–ออก และวิเคราะห์สมมติฐานอัตราการลาออกขององค์กร
หากยังเป็นพนักงาน ณ วันที่ประเมิน ก็ควรรวมอยู่ในฐานข้อมูลค่ะ แม้จะทำงานมาเพียงไม่กี่เดือนก็ตาม โดยใช้ วันเริ่มงานจริง ในการคำนวณอายุงาน
สำหรับ Employee Data ณ วันประเมิน โดยทั่วไปควรใช้ เงินเดือนล่าสุด ณ Cut-off Date แต่ข้อมูลการปรับเงินเดือนย้อนหลังอาจมีประโยชน์ในการวิเคราะห์อัตราการขึ้นเงินเดือนจริงขององค์กร
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องนำเงินเดือนทุกเดือนมาใส่ในช่องเดียว แต่ควรเก็บ Historical Salary Data ไว้หากผู้ประเมินต้องใช้ประกอบการกำหนดสมมติฐาน
ไม่ต้องบวกเพิ่ม สมมติว่าพนักงานมีเงินเดือนปัจจุบัน 50,000 บาท และบริษัทคาดว่าเงินเดือนจะเพิ่มปีละ 5%
ควรส่งเงินเดือน 50,000 บาท เป็น Current Salary และให้ 5% เป็น Salary Increase Assumption แยกต่างหาก ไม่ควรคำนวณเงินเดือนอนาคตแล้วนำไปใส่แทนเงินเดือนปัจจุบัน
ยังควรรวมพนักงานรายนั้นในการประเมิน หาก ณ วันประเมินยังเป็นพนักงานและยังมีภาระผลประโยชน์ที่บริษัทจะต้องจ่ายในอนาคต
ในกรณีนี้ อายุงานและระยะเวลาที่เหลือก่อนเกษียณอาจทำให้ภาระของพนักงานรายนั้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับพนักงานที่เพิ่งเข้าทำงาน
  1. ชื่อและรหัสพนักงาน ไม่ซ้ำหรือหาย
  2. วันเกิด ถูกต้อง
  3. วันเริ่มงาน ตรงกับประวัติ HR
  4. เงินเดือน เป็นยอดล่าสุดตาม Cut-off
  5. สถานะพนักงาน Active / Resigned / Retired ถูกต้อง
  6. นโยบายผลประโยชน์ มีอะไรเปลี่ยนจากปีก่อนหรือไม่
งาน TAS 19 ไม่ได้เริ่มต้นที่ Model แต่เริ่มต้นจาก ข้อมูลพนักงานที่ถูกต้อง  Prime Value Actuarial จึงให้ความสำคัญตั้งแต่การตรวจสอบ Employee Data การพิจารณาความเปลี่ยนแปลงของพนักงานและนโยบาย ไปจนถึงการกำหนดสมมติฐานและประเมินภาระผูกพัน เป้าหมายคือช่วยให้ฝ่าย HR และบัญชีเข้าใจว่า ข้อมูลแต่ละช่องส่งผลต่อผลการประเมินอย่างไร และเตรียมข้อมูลได้ง่ายขึ้นในรอบการคำนวณครั้งต่อไป

 
 
 

ความคิดเห็น


Contact

Tel: 093-628-3533 (เฟิร์น)

© 2025 by  Prime Value Actuarial.com

bottom of page